เลื่อน

นายสิทธิศักดิ์ ปะวันเณ นิสิตชั้นปีที่ 2 รหัส 53010515009 สาขาการศึกษาพิเศษ SED คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

วันอาทิตย์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2555

บุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน


   
บุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน
            บุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ได้แก่ บุคคลที่สูญเสียการได้ยินตั้งแต่ระดับหูตึงเล็กน้อยจนถึงหูหนวก ซึ่งเป็น 2 ประเภทดังนี้
           1.คนหูหนวก หมายถึง บุคคลที่สูญเสียการได้ยินมากจนไม่สามารถเข้าใจภาษาพูดผ่านทางการได้ยินไม่ว่าจะใส่หรือไม่ใส่เครื่องช่วยฟัง ซึ่งโดยทั่วไปหากตรวจการได้ยินจะมีการสูญเสียการได้ยิน 90 เดซิเบลขึ้นไป
           2.คนหูตึง หมายถึง บุคคลที่มีการได้ยินเหลืออยู่เพียงพอที่จะได้ยินเสียงพูดผ่านทางการได้ยิน โดยทั่วไปจะใส่เครื่องช่วยฟัง ซึ่งหากตรวจการได้ยินจะมีการสูญเสียการได้ยินน้อยกว่า 90 เดซิเบลลงมาถึง26เดซิเบล 

           คนหูตึงอาจแบ่งตามระดับ การได้ยินได้ 4 กลุ่ม คือ
      1. หูตึงระดับที่ 1 มีการได้ยินเฉลี่ยระหว่าง 26 - 40 dB
      2. หูตึงระดับที่ 2 มีการได้ยินเฉลี่ยระหว่าง 41 - 55 dB
      3. หูตึงระดับที่ 3 มีการได้ยินเฉลี่ยระหว่าง 56 - 70 dB
      4. หูตึงระดับที่ 4 มีการได้ยินเฉลี่ยระหว่าง 71 - 90 dB    
                  หูตึงระดับที่ 1( 26-40dB ) ตึงเล็กน้อย จะมีปัญหาในการรับฟังเสียงเบาๆเช่น เสียงกระซิบหรือเสียงจากที่ไกลๆ  เด็กกลุ่มนี้สามารถเรียนร่วมกับเด็กปกติในห้องเรียนธรรมดาได้ หากมีที่นั่งเรียนที่สามารถมองเห็นครูและเพื่อนได้ดี หากมีเครื่องช่วยฟังที่เหมาะสมก็จะเป็นประโยชน์มาก
                 หูตึงระดับที่ 2 ( 41-55 dB ) ตึงปานกลาง จะมีปัญหาในการฟังเสียงพูดคุยที่ดังในระดับปกติที่มีระยะห่าง 3-5ฟุต และไม่เห็นหน้าผู้พูด ดังนั้นเมื่อพูดคุยด้วยเสียงธรรมดาก็จะไม่ได้ยินหรือได้ยินไม่ชัดจับใจความไม่ได้   นอกจากนี้มีปัญหาในการพูดเล็กน้อย เช่นพูดไม่ชัด ออกเสียงเพี้ยนพูดเสียงเบาหรือเสียงผิดปกติ
                  หูตึงระดับที่ 3 ( 56-70 dB ) ตึงมาก   มีปัญหาในการรับฟังและเข้าใจคำพูดเมื่อพูดคุยกันด้วยเสียงดังเต็มที่ ก็ยังไม่ได้ยินมีปัญหาในการรับฟังเสียงหลายเสียงพร้อมกัน เช่น เสียงในห้องประชุม มีพัฒนาการทางภาษาและการพูดช้ากว่าเด็กปกติพูดไม่ชัด เสียงเพี้ยนบางคนไม่พูด
                  หูตึงระดับที่ 4 ( 71 - 90 dB )ตึงรุนแรง   เป็นกลุ่มเด็กหูตึงระดับรุนแรง   จึงมีปัญหาใน การรับฟังเสียงและการเข้าใจคำพูดอย่างมาก เด็กจะสามารถได้ยินเฉพาะเสียงที่ดังใกล้หูใน ระยะทาง 1 ฟุต ต้องตะโกนหรือใช้เครื่องขยายเสียง จึงจะได้ยินเด็กกลุ่มนี้แม้จะใช้เครื่องช่วยฟังก็ มีปัญหาในการแยกเสียง อาจแยกเสียงสระได้แต่แยกเสียงพยัญชนะได้ยาก มักพูดไม่ชัด และมีความผิดปกติ บางคนไม่พูด 
                เด็กหูตึงที่พบในโรงเรียนปกติ โดยที่ทางโรงเรียนรับเข้าไปโดยไม่ทราบปัญหานั้น  มักเป็นเด็กหูตึงในระดับที่ 1 หรืออย่างมากก็ระดับที่ 2 สำหรับเด็กหูตึงในระดับที่ 3 และระดับที่ 4 นั้น  มีไม่มากนักในระดับประถมศึกษา หรือมัธยมศึกษา ยกเว้นในกรณีที่หูตึงภายหลัง  คือ สูญเสียการได้ยินขณะอยู่ในโรงเรียน สำหรับในระดับ
ปฐมวัยนั้น โอกาสที่จะพบนั้นเป็นไปได้ทั้ง 4 กลุ่ม



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น